บำรุงเลือด ด้วยอาหาร 14 ชนิด ลดความเสี่ยงโรคร้าย

0
587

การเลือกรับประทานอาหารที่ช่วย บำรุงเลือด ย่อมเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะเลือดคือส่วนที่ช่วยทำให้ร่างกาย สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ หากว่าเมื่อใดที่ร่างกายขาดเลือด หรือ ระบบการไหลเวียนของเลือดภายในร่างกาย เกิดความผิดปกติ นั่นเท่ากับว่าคุณมีความเสี่ยง ต่อการการมีชีวิตอยู่ที่ผิดปกติ หรือ อาจเสียชีวิตได้

หากการไหลเวียนของเลือดไม่ดี เกิดปัญหาที่มีความผิดปกติที่ร้ายแรง นั่นอาจมีสาเหตุมาจาก การเลือกบริโภคอาหารที่ผิดสุขลักษณะ ไม่ดีต่อระบบการทำงานของร่างกาย จึงก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมา เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต และโรคหัวใจ ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้ ย่อมมีผลกระทบ ต่อการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สมดุล

ซึ่งอาการที่สังเกตุได้ชัดเจน หากเลือดไหลเวียนได้ไม่ดี เช่น อาการปวดกล้ามเนื้อ ตะคริว อาการชา และมือเท้าเย็น และนี่เป็นเพียงอาการ ที่แสดงเบื้องต้นเท่านั้น แต่หากว่าเพิกเฉย ไม่สนใจ ก็อาจได้รับผลกระทบในระยะยาว เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้

14 อาหาร บำรุงเลือด

1. กระเทียม

เนื่องการมีการศึกษาพบว่า กระเทียม มีสารอัลลิซิน ( Allicin ) ที่สามารถช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และช่วยลดความดันโลหิต จึงช่วยทำให้เลือดไหลเวียน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดีต่อสุขภาพของหัวใจ ช่วยป้องกันการเกิด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้

2. พริกป่น

ในพริกป่น มีรสเผ็ดจากสารแคปไซซิน ( capsaicin ) ที่มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้น การไหลเวียนของเลือด ไปยังเนื้อเยื่อ โดยลดความดันโลหิต และกระตุ้นการปลดปล่อย ไนตริกออกไซด์ และสารประกอบอื่น ที่ช่วยในการขยายหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไหลผ่านเส้นเลือด และหลอดเลือดได้ง่าย จึงส่งผลทำให้กล้ามเนื้อเล็กๆ ที่พบในผนังหลอดเลือด เกิดการผ่อนคลาย

และการวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า การกินพริกป่น จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือด และลดการสะสมของคราบจุลินทรีย์ ในหลอดเลือดแดง อีกทั้งยังช่วยบรรเทา อาการปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้อย่างดีอีกด้วย

3. อบเชย

เป็นเครื่องเทศร้อน ที่มีประโยชน์ต่อการไหลเวียนของเลือด มีการศึกษาพบว่า อบเชย ช่วยเพิ่มการขยายหลอดเลือด และการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดแดง ที่ส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจ

และการวิจัยก็แสดงให้เห็นว่า อบเชยมีประสิทธิภาพ ที่สามารถช่วยลดความดันโลหิต ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ไปยังหัวใจได้ดี

4. ขมิ้น

ขมิ้นได้รับความนิยม มาตั้งแต่สมัยโบราณ ถูกยกให้เป็นยาจีนโบราณ เพราะมีสรรพคุณ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และมีการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สารประกอบที่พบในขมิ้น ที่เรียกว่า curcumin ช่วยเพิ่มการผลิตไนตริกออกไซต์ ลดความเครียด และลดการอักเสบ

ในการศึกษาพบว่า ผู้ที่ใช้ curcumin 2,000 มก. / วัน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ช่วยทำให้การไหลเวียนของเลือดในช่องท้องเพิ่มขึ้น 37 % และการไหลเวียนของเลือดในแขนเพิ่มขึ้น 36 %

5. มะเขือเทศ

มีการวิจัยพบว่า สารสกัดจากมะเขือเทศ มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มหลอดเลือด และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดอาการอักเสบอีกด้วย



6. วอลนัท

การเลือกรับประทานวอลนัท อาจช่วยทำให้ความดันโลหิตลดลง ช่วยปรับปรุงให้การทำงาน ของหลอดเลือดมีประสิทธิภาพ และช่วยลดอาการอักเสบ เนื่องจากในวอลนัท มีสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น แอล อาร์จินีนล์ ( L-arginine ), กรดแอลฟาไลโปอิค ( ALA ) และวิตามิน E ที่ช่วยกระตุ้นการผลิตไนตริกออกไซด์

สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ส่วนใหญ่มักประสบกับปัญหา การไหลเวียนของเลือด เนื่องจากเกิดความเสียหาย ของเส้นเลือดที่เกิดจาก ระดับน้ำตาลในเลือด ที่ไม่สามารถควบคุมได้ จากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่รับประทานวอลนัท 56 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ดังนั้นการเลือกทานวอลนัท จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

7. ผักใบเขียว

การเลือกรับประทาน ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า ผักโขม ฯลฯ ซึ่งมีปริมาณไนเตรตสูง ที่อาจช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่บริโภคผักโขมสูง 845 มิลลิกรัม / วัน เป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน พบว่าความดันโลหิต และการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น

8. บีทรูท

เนื่องจากหัวบีทรูท มีไนเตรตสูง ซึ่งช่วยทำให้ร่างกาย เปลี่ยนเป็นไนตริกออกไซด์ ที่ช่วยกระตุ้นทำให้หลอดเลือดผ่อนคลาย เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ไปยังเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อได้ดี อีกทั้งยังช่วยปรับปรุง ให้การไหลเวียนของเลือด ในผู้สูงอายุให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

9. ทับทิม

เนื่องจากในทับทิม อุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล และไนเตรต ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และเพิ่มออกซิเจนในเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อ

การศึกษาชี้ให้เห็นว่า การดื่มน้ำผลไม้ทับทิม 500 มิลลิลิตร ก่อนออกกำลังกาย จะช่วยลดความรุนแรง ของอาการบาดเจ็บ และอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ ได้ดีอีกด้วย

10. ไขมันปลา

การเลือกรับประทานเนื้อปลา เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่ดี มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ช่วยในการขยายหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น

อีกทั้งไขมันโอเมก้า 3 ยังช่วยยับยั้งการสะสมของเกล็ดเลือดในเลือด ซึ่งเป็นกระบวนการที่นำไปสู่ การเกิดลิ่มเลือดได้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ในส่วนขาขณะออกกำลังกาย ได้อย่างดีอีกด้วย

11. หัวหอม

เนื่องจากหัวหอม เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดีต่อสุขภาพของหัวใจ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และช่วยให้หลอดเลือดแดง และหลอดเลือดดำ มีการไหลเวียนที่ดีขึ้น อีกทั้งหัวหอมยังมีฤทธิ์ ช่วยต่อต้านอาการอักเสบในหลอดเลือด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

12. ผลไม้ตระกูลส้ม

การเลือกทานผลไม้ตระกูลส้ม เช่น ส้มเขียวหวาน มะนาว ส้มโอ ฯลฯ ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ฟลาโวนอยด์ จะช่วยลดอาการอักเสบของร่างกาย และช่วยลดความดันโลหิต ช่วยลดการแข็งตัวของเส้นเลือดแดง ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้

13. ขิง

ขิงนับได้ว่า เป็นสมุนไพรโบราณ ที่ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์แผนโบราณ ในจีนและอินเดีย มายาวนานหลายพันปี เนื่องจากพบว่าขิง มีฤทธิ์ช่วยในการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และช่วยลดความดันโลหิตสูง

การศึกษาพบว่า ผู้ที่บริโภคขิงประมาณ 2 – 4 กรัมต่อวัน มีความเสี่ยงต่ำสุด ในการเกิดโรคความดันโลหิตสูง

14. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ผลไม้เบอร์รี่ เช่น สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ แรสเบอร์รี่ ฯลฯ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดอาการอักเสบ และส่งผลดีต่อการไหลเวียนของเลือด ลดความเสียหายและปัญหา ที่เกิดขึ้นกับระบบไหลเวียนของเลือด

การวิจัยชี้ให้เห็นว่า การรับประทานผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เป็นประจำ จะสามารถช่วยลดความดันโลหิต ลดอาการอักเสบ และช่วยเพิ่มการขยายหลอดเลือดแดง

พฤติกรรมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ของการทำงานของเลือด

– การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

– การพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง / วัน

– การเลิกทานอาหาร ที่มีไขมันสูง

– การเลิกสูบบุหรี่

– การลดน้ำหนัก สำหรับผู้ที่เป็นโรคอ้วน

– การป้องกันการเกิด ภาวะเครียดสะสมเรื้อรัง เพราะมีผลต่อการไหลเวียนของเลือด

แม้ว่าการเลือกรับประทานอาหาร ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงเลือด จะเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่หากว่าคุณมีพฤติกรรม ที่เสี่ยงต่อการเพิ่มผลกระทบ และการเกิดปัญหาขึ้น กับการไหลเวียนของเลือด ก็ย่อมส่งผลอันตรายที่ร้ายแรง ต่อคุณภาพของชีวิตได้