ปวดข้อมือ ภัยเงียบ เกิดจากสิ่งนี้ ที่ไม่ควรมองข้าม

0
452

อาการ ปวดข้อมือ ที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนวัยกลางคน จนถึงวัยผู้สูงอายุ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการใช้มือทำงานแบบเดิมซ้ำๆ บ่อยครั้ง และข้อมืออยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจส่งผลทำให้เส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกด จนทำให้เอ็นข้อมือ เกิดอาการอักเสบได้

อาการ ปวดข้อมือ

  • รู้สึกปวด ชา มืออ่อนกำลัง ไม่ค่อยมีแรงที่มือ
  • มีอาการปวดมากในตอนกลางคืน มากกว่ากลางวัน
  • รู้สึกเจ็บมาก หากขยับนิ้วหัวแม่มือ

สาเหตุของอาการปวดข้อมือ

  • กลุ่มคนวัยทำงาน ที่ทำงานซ้ำๆ บ่อยครั้งเป็นเวลานาน ติดต่อกันมากกว่า 1 ปี เช่น การใช้แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ งานฝีมือเย็บปักถักร้อย งานในโรงงาน ฯลฯ
  • การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา หรือการเคลื่อนไหวของข้อมือผิดท่า หรือทำซ้ำๆ เช่น กีฬาเทนนิส ยกน้ำหนัก โบว์ลิ่ง กีฬากอล์ฟ ฟุตบอล สโนว์บอร์ด และยิมนาสติก ฯลฯ


  • เกิดจากอุบัติเหตุ การบาดเจ็บฉับพลัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อข้อมือโดยตรง เช่น เคล็ดขัดยอก กระดูกแตกหัก ข้ออักเสบ ฯลฯ
  • เกิดจากผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคอ้วน โรคเกาต์ โรคเบาหวาน เนื้องอกบริเวณข้อมือ โรคไขข้อ โรคข้ออักเสบ และโรคต่อมไทรอยด์
  • อาจเกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์ในบางราย
  • ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป

วิธีการป้องกัน

  • ควรเปลี่ยนท่า หรือพักมือบ้าง หากใช้งานเป็นระยะเวลานาน
  • ควรนวดเบาๆ เพื่อผ่อนคลายเส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ
  • ลดการเกร็งมือและข้อมือ ขณะใช้งาน
  • ควรใช้งานมือในท่าที่ถูกต้อง ไม่งอข้อมือ
  • ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมือ เคลื่อนไหวหรือเกร็ง ในท่าเดิมซ้ำๆ นานเกินไป

วิธีการรักษาอาการปวดข้อมือ

การรักษาขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งในแต่ละรายอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยมีการรักษาดังนี้

  • การใช้ยารักษา เช่น ยาแก้อักเสบ
  • การดามข้อมือ
  • การฉีดยา
  • การทำกายภาพบำบัด
  • การผ่าตัด

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าตนเองเริ่มมีอาการปวดข้อมือ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งอาจจะหายขาดได้ หากรักษาก่อน 6 เดือน แต่หากมีอาการเรื้อรังนาน 4 – 5 เดือน แล้วไม่รีบทำการรักษา อาจส่งผลทำให้มีอาการปวดตลอดเวลา