10 สาเหตุเสี่ยงเป็น ปากนกกระจอก ภัยเงียบใกล้ตัว ที่ควรระวัง

0
155

ปากนกกระจอก ( Angular Cheilitis ) คือ แผลที่เกิดขึ้นบริเวณมุมปาก อาจเกิดขึ้นข้างเดียว หรือทั้งสองข้างก็ได้ แต่ไม่ใช่โรคติดต่อ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยมีสาเหตุมาจากภาวะการขาดสารอาหารบางชนิด เช่น โปรตีน วิตามินบี 2 ธาตุเหล็ก หรือเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือไวรัส

ปากนกกระจอกไม่ได้เป็นโรคอันตรายร้ายแรง แต่มักสร้างความรำคาญ ทำให้เกิดความวิตก กังวล เป็นอุปสรรคต่อการพูดคุย หรือรับประทานอาหาร

อาการของ ปากนกกระจอก

  • มีอาการเจ็บปวด แสบร้อน บริเวณที่เกิดแผล ส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณมุมปาก
  • แผลมีลักษณะบวม แดง เปื่อย เกิดการอักเสบ
  • ปากลอก แห้ง แตกเป็นร่อง รู้สึกตึง บริเวณมุมปาก
  • มีเลือดออก เกิดตุ่มพอง


  • มีของเหลวไหลออกมา
  • รู้สึกลำบากในการอ้าปาก หรือรับประทานอาหาร
  • ในบางรายอาจมีอาการคัน
  • สำหรับผู้ป่วยบางราย อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนบางอย่างได้ เช่น ตาแดง น้ำตาไหล ผิวหนังเกิดผื่นและอักเสบ ฯลฯ

สาเหตุของปากนกกระจอก

ปากนกกระจอก

1. ขาดสารอาหาร

ภาวะที่เกิดจากการขาดสารอาหาร โดยส่วนใหญ่มักพบในเด็ก ที่ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน หรือไม่เพียงพอ เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินซี โปรตีน วิตามินบี 2

2. การติดเชื้อ

สำหรับผู้ที่อ่อนแอ หรือมีภูมิต้านทานต่ำ อาจทำให้ได้รับเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย บริเวณริมฝีปากได้ง่าย ซึ่งอาจทำให้เชื้อเหล่านั้นก่อตัวขึ้น ทำให้เกิดเป็นปากนกกระจอกได้

3. โรคผิวหนัง

หากมีอาการเกิดผื่น ภูมิแพ้ หรือมีอาการของโรคผิวหนังอักเสบ ก็อาจมีผลทำให้เกิดแผลบริเวณมุมปากได้

4. ผู้สูงอายุ

ด้วยมุมปาก ผิวปาก ที่เกิดการผิดรูป ที่เกิดจากความเหี่ยวย่น และไม่มีฟัน อาจทำให้บริเวณมุมปากเกิดจากอับชื้น ส่งผลทำให้เกิดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย สามารถก่อตัวขึ้นบริเวณมุมปากได้

5. อาการแพ้

ปากนกกระจอกสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีริมฝีปากอ่อนโยน แพ้ได้ง่าย เช่น แพ้เครื่องสำอางค์ ฯลฯ

6. น้ำลายมาก

สำหรับผู้ที่มีน้ำลายมาก หรือนอนหลับน้ำลายไหล อาจทำให้ผิวบริเวณมุมปากเกิดการระคายเคือง จนเกิดเป็นแผล

7. ปากแห้ง

สำหรับผู้ที่มักมีอาการปากแห้ง จากสภาพอากาศ หรือการใช้ยาบางชนิด สามารถส่งผลทำให้เกิดแผลบริเวณมุมปากได้ง่าย

8. ผู้ที่มีโรคบางชนิด

ผู้ที่เป็นโรคบางชนิด อาจเสี่ยงเป็นปากนกกระจอกได้ เช่น โรคตับ โรคลำไส้ โรคเบาหวาน โรคสะเก็ดเงิน โรคเอดส์ โรคเริมริมฝีปาก หรือโรคเครียด ฯลฯ

9. พฤติกรรมเสี่ยง

สำหรับผู้ที่ชอบดื่มสุรา สูบบุหรี่ และชอบเลียปาก มีความเสี่ยงต่อการเกิดปากนกกระจอกได้สูง

10. เกิดจากพันธุกรรม

หากเกิดจากสาเหตุนี้ อาจหลีกเลี่ยงได้ยาก ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

วิธีการรักษาปากนกกระจอก

  • ทำความสะอาดบริเวณแผล ให้แห้งและสะอาดอยู่เสมอ
  • ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อุดมไปด้วยวิตามินบี 2 เช่น ถั่ว ธัญพืช นม เนื้อสัตว์ ข้าวกล้อง หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วฝักยาว และไข่ ฯลฯ
  • ควรดื่มน้ำเปล่าสะอาดให้มากเพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการเลียบริเวณริมฝีปาก
  • ควรบรรเทาอาการ และรักษาความชุ่มชื้นบริเวณแผล โดยการใช้ขี้ผึ้ง ลิปบาล์ม วาสลีน เจลลี่ ฯลฯ
  • หลีกเลี่ยง หรืองดใช้ เครื่องสำอางค์ที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคืองต่อผิวได้
  • หากพบว่าอาการไม่ดีขึ้น และเป็นติดต่อกันนานมากกว่า 7 วัน ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล
  • ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

ปากนกกระจอกสามารถหายได้เองภายใน 7 – 10 วัน แต่ก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก แล้วคุณคิดว่า คุณมีโอกาสเสี่ยงแค่ไหน สำหรับการเกิดอาการของโรคปากนกระจอกนี้ ?

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here