โรคเอดส์ 7 สาเหตุติดเชื้อ อาการ วิธีป้องกัน อันตรายที่ควรรู้

0
1089

โรคเอดส์ เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรง และ เป็นโรคที่ยังไม่มีวิธีรักษา ให้หายขาดได้ เมื่อได้รับเชื้อแล้ว ก็จะมีเชื้ออยู่ในร่างกายตลอดไป ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิต ได้ในที่สุด ซึ่งคาดว่าในปัจจุบัน ประเทศไทย มีผู้ที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ มากกว่า 1 ล้านคน

โรคเอดส์เกิดจาก เชื้อไวรัส ที่มีชื่อว่า Human Immunodeficiency Virus หรือที่เรียกว่า HIV และเมื่อเชื้อไวรัสเอดส์ เข้าสู่ร่างกาย มันจะเข้าไปทำลาย เซลล์เม็ดเลือดขาว จึงส่งผลทำให้ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันลดลง ไม่มีประสิทธิภาพในการ กำจัดหรือป้องกัน เชื้อโรคต่างๆ ที่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ ก็ทำให้ผู้ติดเชื้อเอดส์ เกิดภาวะโรคแทรกซ้อนชนิดอื่นๆ ได้ง่ายกว่าคนปกติ

โรคเอดส์ มี 3 ระยะ

ระยะไม่แสดงอาการ

หรือเรียกว่า ไม่ปรากฏอาการ ในระยะนี้ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ จะมีสุขภาพดี แข็งแรงปกติ บางรายอาจอยู่ได้นานถึง 10 ปี โดยที่ผู้ติดเชื้อ ก็ไม่ทราบ หรือรู้ตัว แต่สามารถตรวจพบเชื้อ ได้จากการตรวจเลือด หลังจากรับเชื้อมาแล้ว ประมาณ 2 – 12 สัปดาห์ แต่หากไม่ตรวจเลือดก็จะไม่ทราบ และด้วยเนื่องจาก ไม่รู้ตัวของผู้ป่วย และคนรอบข้าง จึงส่งผลทำให้ เชื้อแพร่กระจาย ไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย

ระยะเริ่มแสดงอาการ

หรือที่เรียกว่า ระยะสัมพันธ์กับเอดส์ ในระยะนี้ หากผู้ป่วยตรวจเลือด จะตรวจพบค่าของเลือด เป็นผลบวก และจะเริ่มมีอาการผิดปกติแสดง

1. น้ำหนักลด โดยไม่ทราบสาเหตุ

2. ติดเชื้อราได้ง่าย โดยเฉพาะเชื้อราบริเวณช่องปาก

3. มีอาการเกิดโรค เช่น เริม งูสวัด ฯลฯ

4. เริ่มมีอาการท้องเสียเรื้อรัง มากกว่า 1 เดือน โดยที่ไม่ทราบสาเหตุ

5. เริ่มมีอาการไข้เรื้อรัง

6. ต่อมน้ำเหลืองโต

ระยะโรคเอดส์ขั้นสุดท้าย

หรือ โรคเอดส์เต็มขั้น ในระยะนี้ ผู้ป่วยจะมีร่างกายที่อ่อนแอมาก และมีอาการแสดงดังนี้

1. มีผื่นและแผล เกิดขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ผิวหนัง ปาก จมูก ตา ฯลฯ เป็นต้น

2. เกิดภาวะ โรคแทรกซ้อนหลายโรค เพราะระบบภูมิคุ้มกัน ถูกทำลายไปมาก เช่น โรควัณโรค โรคปอด โรคอัลไซเมอร์ โรคมะเร็ง ฯลฯ

3. มีน้ำหนักตัว ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

4. ต่อมน้ำเหลือง ตามส่วนต่างๆ เริ่มบวม โดยเฉพาะ บริเวณคอ และรักแร้

5. เหงื่อออกตอนกลางคืน

6. ผู้ป่วย อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน อาจไม่เกิน 2 ปี ก็จะเสียชีวิต



สาเหตุของการเป็น โรคเอดส์

1. การติดต่อผ่านการ ได้รับเลือดจากผู้อื่น เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งอาจเกิดจาก ผู้ที่เกิดอุบัติเหตุ หรือโรค ที่ต้องได้รับการผ่าตัด แล้วต้องใช้เลือด ที่มาจากการรับบริจาค แต่ในปัจจุบัน ได้มีการตรวจหาเชื้อ จากเลือดที่ได้รับบริจาค ก่อนนำมาใช้เสมอ จึงส่งผลให้ในปัจจุบัน การติดเชื้อผ่านทางนี้ ไม่ใช่สาเหตุหลัก อีกต่อไป

2. การติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยการติดต่อผ่าน ทางความสัมพันธ์ ที่ไม่มีการป้องกัน หรือกับผู้ที่มีเชื้ออยู่

3. การติดต่อโดย ใช้เข็มร่วมกัน เช่น เข็มฉีดยาในกลุ่มผู้ที่ใช้สารเสพติด การสัก การเจาะหู ฯลฯ

4. หากร่างกายอ่อนแอ ไม่แข็งแรง แล้วคลุกคลี และใช้สิ่งของ ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ โดยไม่ได้ทำความสะอาด ก่อนนำมาใช้ ก็มีความเสี่ยง

5. การติดต่อผ่านทางน้ำเหลือง หากร่างกายมีบาดแผล แล้วสัมผัสกับผู้ที่มีเชื้อ แล้วได้รับเชื้อ เข้าไปเป็นจำนวนมาก ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

6. การจูบ หากบริเวณช่องปากมีแผล แล้วได้สัมผัสกับผู้ติดเชื้อ ก็อาจจะสามารถทำให้ ได้รับเชื้อได้

7. การติดต่อผ่านทางแม่ มาสู่ลูก ถึงแม้ว่าปัจจุบัน จะมีวิธีป้องกัน การแพร่เชื้อจากแม่ มาสู่ลูก ขณะตั้งครรภ์ แต่ว่าก็ยังไม่ได้ผล 100%

การป้องกันเชื้อไวรัสเอดส์

1. ควรตรวจเลือด ก่อนแต่งงาน หรือก่อนตั้งครรภ์

2. ควรมีคู่นอนเพียงคนเดียว

3. หากมีเพศสัมพันธุ์กับผู้อื่น ก็ควรป้องกันทุกครั้ง

4. ไม่ควรมีบุตร หากพบว่าตนเองมีเชื้ออยู่ เพราะจะส่งผลมาสู่เด็กได้

5. ควรหลีกเลี่ยงการใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น

6. ควรออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกาย มีภูมิต้านทานที่ดี แข็งแรง

เพราะเราไม่สามารถ รู้ได้เลยว่า ใครที่ป่วยเป็นโรคเอดส์บ้าง อย่างที่ได้กล่าวไว้ว่า ในระยะแรก ผู้ป่วยติดเชื้อ ก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ดังนั้น หากพบว่าตนเอง อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ก็ควรหาวิธีป้องกัน หรือหลีกเลี่ยง จึงจะดีที่สุด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ หรือแพร่เชื้อ เพราะโรคเอดส์ เป็นโรคที่เป็นแล้ว ไม่สามารถรักษาได้ และอาจส่งผลให้ตนเอง และผู้อื่น ได้รับผลกระทบที่รุนแรง ทั้งทางทางด้าน สภาพร่างกาย และจิตใจ