โรคไข้เลือดออก ระบาดหนัก 5 จังหวัด เสียชีวิตแล้ว 30 ราย

0
123

จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์ โรคไข้เลือดออก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 27 พฤษภาคม 2562 มีผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้ว 23,622 ราย เสียชีวิต 30 ราย กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุดคือ 10 – 14 ปี รองลงมาคือ 5-9 ปี และ 15-24 ปี ส่วนจังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุดคือ ตราด สมุทรสาคร นครปฐม ลพบุรี และนครศรีธรรมราช ตามลำดับ

โดยพบว่าจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกช่วง มกราคม – พฤษภาคม 2562 เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และเมื่อเทียบกับค่ามัธยฐาน พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยสูงกว่าค่ามัธฐาน 5 ปี ย้อนหลังมาตั้งแต่ต้นปี และปีนี้อัตราป่วยตามสูงขึ้น

การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์นี้ คาดว่าในช่วงนี้จะมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดของโรค และเป็นฤดูที่เหมาะสมต่อการเพาะพันธุ์ของยุงลาย ที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก

กลุ่มเสี่ยงร้ายแรงจาก โรคไข้เลือดออก



โรคไข้เลือดออก

กรมควบคุมโรค จึงขอแนะนำประชาชนให้ดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรง หรือเสียชีวิต ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

อาการไข้เลือดออก

หากมีอาการไข้สูง ควรใช้ยาพาราเซตามอล โดยห้ามใช้ยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน หรือยากลุ่ม NSAID (non-steroidal anti-inflammatory drug) เพราะอาจทำให้เลือดออกมากขึ้น หากไข้ไม่ลดลง ร่วมกับปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร อาเจียน อาจมีอาการไอแต่ไม่มีน้ำมูก มีจุดเลือดออกตามตัว หรือเลือดออกตามไรฟัน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษา

กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชน ชุมชน และหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยเน้นใช้มาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” คือ

1. เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบ เป็นที่เกาะพักของยุง ล้างคว่ำภาชนะใส่น้ำ และเปลี่ยนน้ำในกระถางหรือแจกันดอกไม้ทุกสัปดาห์

2. เก็บขยะ เศษภาชนะไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

3. เก็บน้ำ ภาชนะที่ใส่น้ำต้องปิดฝามิดชิดป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่ เก็บน้ำ ภาชนะที่ใส่น้ำต้องปิดฝามิดชิดป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่

นอกจากนี้ขอให้ป้องกันการถูกยุงกัด โดยทายากันยุง นอนในมุ้ง ซึ่งจะสามารถป้องกันได้ 3 โรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสชิก้า และโรคไข้ปวดข้อยุงลาย ( สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 )

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมควบคุมโรค